ลูกเป็นไข้ พาไปคลินิกหรือโรงพยาบาล? สัญญาณที่บอกว่าต้องรีบ

เด็กมีไข้แบบไหนดูแลที่บ้านได้ แบบไหนพามาคลินิก และสัญญาณอันตรายที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที พร้อมวิธีให้ยาลดไข้ที่ถูกต้องและสิ่งที่ควรเตรียมมาให้แพทย์

อ่านประมาณ 7 นาทีปรับปรุง 20 กันยายน 2569
แพทย์สาธิตการฉีดยากับตุ๊กตาหมีให้เด็กไม่กลัว

ไข้เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่พ่อแม่พาลูกมาหาหมอ และเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากที่สุดตอนตีสอง ว่าจะรอถึงเช้าแล้วไปคลินิก หรือต้องไปห้องฉุกเฉินเดี๋ยวนี้ ตัวเลขบนปรอทบอกได้น้อยกว่าที่หลายคนคิด อายุของลูกและอาการที่มากับไข้บอกได้มากกว่า ด้านล่างคือเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้

สรุปก่อนอ่าน

  • ไปห้องฉุกเฉินทันที: ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ ≥38°C · ชัก · ซึมมากปลุกไม่ค่อยตื่น · หายใจหอบเร็วหรือปากเขียว · จุดจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จาง · คอแข็ง · ไม่ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง
  • พามาคลินิกภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้: เด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปที่มีไข้แต่ยังกิน เล่น และตอบสนองดี · ไข้เกิน 2–3 วัน · มีอาการร่วม เช่น ไอมาก เจ็บหู ปัสสาวะแสบ ผื่น หรือถ่ายเหลวบ่อย
  • ดูแลที่บ้านได้: ไข้ต่ำถึงปานกลาง เด็กยังร่าเริงพอควร ดื่มน้ำได้ ให้พาราเซตามอลตามน้ำหนัก 10–15 มก./กก. ทุก 4–6 ชั่วโมง และเช็ดตัว
  • ห้ามใช้แอสไพรินในเด็ก และเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่

ไข้กี่องศาถึงเรียกว่าไข้ และตัวเลขสำคัญแค่ไหน

อุณหภูมิทางรักแร้ตั้งแต่ 37.5°C หรือทางหูและทางทวารตั้งแต่ 38°C ถือว่ามีไข้ ความสูงของไข้ไม่ได้บอกความรุนแรงของโรคเสมอไป เด็กที่ไข้ 40°C จากไข้หวัดธรรมดาอาจยังวิ่งเล่นได้ ขณะที่เด็กที่ไข้ 38.5°C แต่ซึม ไม่ยอมกิน อาจป่วยหนักกว่า แพทย์จะดูว่าลูกเป็นอย่างไรตอนที่ไข้ลดจากยาแล้ว ถ้าพอไข้ลดแล้วกลับมาเล่นได้ ยิ้มได้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรครุนแรง

ยกเว้นทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน ซึ่งตัวเลขสำคัญมาก เพราะภูมิคุ้มกันยังอ่อนและอาการติดเชื้อรุนแรงแสดงออกน้อย ไข้ตั้งแต่ 38°C ในวัยนี้ต้องพบแพทย์ทันทีทุกกรณี ห้ามให้ยาลดไข้เองแล้วรอดู

สัญญาณอันตราย: ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอ

  • อายุต่ำกว่า 3 เดือน และมีไข้ ≥38°C
  • ชัก หรือเกร็งกระตุก แม้จะหยุดเองแล้ว
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนอง หรือร้องเสียงแหลมผิดปกติ
  • หายใจเร็ว หอบ ซี่โครงบุ๋ม จมูกบาน หรือริมฝีปากและปลายมือปลายเท้าเขียว
  • ผื่นจุดจ้ำสีม่วงแดงที่กดด้วยแก้วใสแล้วไม่จางหาย
  • คอแข็ง ก้มคอไม่ได้ กระหม่อมโป่งตึงในทารก
  • อาเจียนพุ่งซ้ำ ๆ หรืออาเจียนสีเขียว
  • ภาวะขาดน้ำ: ไม่ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไม่มีน้ำตา ตาโหล
  • สัญญาณเตือนไข้เลือดออก: ปวดท้องมาก อาเจียนไม่หยุด เลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลด

ควรรู้: ถ้าไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายหรือไม่ ให้ถือว่าเข้าข่าย การไปห้องฉุกเฉินแล้วพบว่าไม่รุนแรง ดีกว่าการรอแล้วพลาด โทร 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แบบไหนพามาคลินิกได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล

เด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปที่มีไข้แต่เมื่อไข้ลดแล้วยังเล่น ยิ้ม ดื่มน้ำหรือนมได้ และไม่มีสัญญาณอันตรายข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่หายเองได้ การมาคลินิกเวชกรรมใกล้บ้านมีข้อดีคือรอไม่นาน ลูกไม่ต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินที่แออัดร่วมกับผู้ป่วยหนัก และแพทย์มีเวลาตรวจและอธิบายมากกว่า

ควรพามาภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อ: ไข้เกิน 2–3 วันไม่มีแนวโน้มลด · ไอมากหรือมีเสียงหวีด · บ่นเจ็บหู เจ็บคอมาก หรือกลืนลำบาก · ปัสสาวะแสบขัดหรือบ่อยผิดปกติ · ถ่ายเหลวมากกว่า 5–6 ครั้งต่อวัน · มีผื่นร่วมกับไข้ · ไข้กลับมาสูงอีกหลังจากลดไปแล้ว 1–2 วัน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน

ที่มงคลดีคลินิกรับ ตรวจรักษาเด็ก ทั่วไป มีบริการพ่นยาสำหรับเด็กที่หอบหรือหลอดลมตีบ และตรวจเลือดพื้นฐานเมื่อจำเป็น เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเมื่อสงสัยไข้เลือดออก หากแพทย์ประเมินแล้วเห็นว่าควรไปโรงพยาบาล จะบอกตรง ๆ พร้อมเหตุผล และเปิดถึง 20:00 น. ในวันธรรมดา จึงพามาหลังเลิกงานได้

ดูแลที่บ้านอย่างไรให้ถูกต้อง

สิ่งที่ทำวิธีที่ถูก
ยาลดไข้พาราเซตามอล 10–15 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง วัดด้วยหลอดฉีดยาหรือช้อนยา ไม่ใช้ช้อนกินข้าว
เช็ดตัวใช้น้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์ เช็ดย้อนรูขุมขนบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ พักผ้าไว้ 5–10 นาที ทำหลังให้ยา 30 นาที
น้ำและอาหารจิบน้ำ นม หรือเกลือแร่บ่อย ๆ ทีละน้อย ไม่ต้องบังคับกินข้าวถ้าไม่อยาก แต่น้ำต้องได้
เสื้อผ้าใส่บาง ๆ ระบายความร้อน ไม่ห่มผ้าหนาแม้ลูกจะหนาวสั่น
สังเกตจดเวลาให้ยา อุณหภูมิ และอาการ เพื่อบอกแพทย์ได้ชัดเจน

ควรรู้: ห้ามใช้แอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะเสี่ยงกลุ่มอาการไรย์ที่อันตรายถึงชีวิต และในช่วงฤดูฝนที่มีไข้เลือดออก ควรเลี่ยงไอบูโพรเฟนจนกว่าแพทย์จะตรวจแล้ว เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

ไข้กี่วันถึงควรมาตรวจ

ไข้จากไวรัสทั่วไปมักไม่เกิน 3 วัน ถ้าวันที่ 3 ยังมีไข้สูงหรือแนวโน้มไม่ดีขึ้น ควรมาตรวจแม้ลูกจะยังดูดี เพราะการติดเชื้อบางอย่างเช่นทางเดินปัสสาวะในเด็กเล็กหรือไข้เลือดออกไม่มีอาการเฉพาะในวันแรก ๆ ไข้เกิน 5 วันต้องได้รับการตรวจเสมอ และไข้ที่หายไปแล้วกลับมาใหม่ก็ควรตรวจ

สำหรับไข้เลือดออก ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังที่สุดคือวันที่ 3–7 ของไข้ โดยเฉพาะตอนไข้เริ่มลด อ่านรายละเอียดที่ อาการไข้เลือดออกและสัญญาณอันตราย และในเด็กเล็กที่ไอมีเสียงหวีด อ่าน RSV ในเด็กเล็ก

เตรียมอะไรมาให้แพทย์

  • เวลาที่เริ่มมีไข้ อุณหภูมิสูงสุด และเวลาที่ให้ยาครั้งล่าสุด
  • อาการร่วมทั้งหมด แม้ดูเล็กน้อย เช่น ผื่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะน้อย
  • ยาที่ให้ไปแล้ว พร้อมขวดหรือรูปฉลาก
  • สมุดวัคซีน เพื่อดูว่าลูกได้วัคซีนที่ป้องกันโรคที่สงสัยแล้วหรือยัง
  • ประวัติสัมผัสโรค เช่น ที่โรงเรียนมีเด็กป่วยไข้หวัดใหญ่หรือมือเท้าปาก
  • น้ำหนักล่าสุดของลูก เพื่อคำนวณขนาดยาให้แม่นยำ

ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

ไข้ในเด็กจำนวนมากมาจากโรคที่มีวัคซีนป้องกัน ทั้งไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส สุกใส และไข้เลือดออก การให้วัคซีนครบตามวัยลดจำนวนครั้งที่ต้องตื่นมาวัดไข้ตอนตีสองได้จริง อ่าน วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก มีอะไรบ้าง และดู วัคซีนสำหรับเด็ก

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าอายุเกิน 3 เดือน ไม่มีสัญญาณอันตราย และเมื่อไข้ลดแล้วยังเล่นและดื่มน้ำได้ ให้ยาลดไข้ เช็ดตัว และสังเกตที่บ้านได้ พามาคลินิกถ้าไข้ยังอยู่ในวันที่ 3 หรือมีอาการอื่นเพิ่ม

บริการที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูล

  1. Fever in Children: When to Call the Doctor American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org)
  2. Fever in under 5s: assessment and initial management (NG143) National Institute for Health and Care Excellence (NICE)
  3. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เผยแพร่ 20 กันยายน 2569

สุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน

หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติ ให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ ทัก LINE ได้เลย