ลูกเป็นไข้ พาไปคลินิกหรือโรงพยาบาล? สัญญาณที่บอกว่าต้องรีบ
เด็กมีไข้แบบไหนดูแลที่บ้านได้ แบบไหนพามาคลินิก และสัญญาณอันตรายที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที พร้อมวิธีให้ยาลดไข้ที่ถูกต้องและสิ่งที่ควรเตรียมมาให้แพทย์

ไข้เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่พ่อแม่พาลูกมาหาหมอ และเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากที่สุดตอนตีสอง ว่าจะรอถึงเช้าแล้วไปคลินิก หรือต้องไปห้องฉุกเฉินเดี๋ยวนี้ ตัวเลขบนปรอทบอกได้น้อยกว่าที่หลายคนคิด อายุของลูกและอาการที่มากับไข้บอกได้มากกว่า ด้านล่างคือเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้
สรุปก่อนอ่าน
- ไปห้องฉุกเฉินทันที: ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ ≥38°C · ชัก · ซึมมากปลุกไม่ค่อยตื่น · หายใจหอบเร็วหรือปากเขียว · จุดจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จาง · คอแข็ง · ไม่ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง
- พามาคลินิกภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้: เด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปที่มีไข้แต่ยังกิน เล่น และตอบสนองดี · ไข้เกิน 2–3 วัน · มีอาการร่วม เช่น ไอมาก เจ็บหู ปัสสาวะแสบ ผื่น หรือถ่ายเหลวบ่อย
- ดูแลที่บ้านได้: ไข้ต่ำถึงปานกลาง เด็กยังร่าเริงพอควร ดื่มน้ำได้ ให้พาราเซตามอลตามน้ำหนัก 10–15 มก./กก. ทุก 4–6 ชั่วโมง และเช็ดตัว
- ห้ามใช้แอสไพรินในเด็ก และเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่
ไข้กี่องศาถึงเรียกว่าไข้ และตัวเลขสำคัญแค่ไหน
อุณหภูมิทางรักแร้ตั้งแต่ 37.5°C หรือทางหูและทางทวารตั้งแต่ 38°C ถือว่ามีไข้ ความสูงของไข้ไม่ได้บอกความรุนแรงของโรคเสมอไป เด็กที่ไข้ 40°C จากไข้หวัดธรรมดาอาจยังวิ่งเล่นได้ ขณะที่เด็กที่ไข้ 38.5°C แต่ซึม ไม่ยอมกิน อาจป่วยหนักกว่า แพทย์จะดูว่าลูกเป็นอย่างไรตอนที่ไข้ลดจากยาแล้ว ถ้าพอไข้ลดแล้วกลับมาเล่นได้ ยิ้มได้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรครุนแรง
ยกเว้นทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน ซึ่งตัวเลขสำคัญมาก เพราะภูมิคุ้มกันยังอ่อนและอาการติดเชื้อรุนแรงแสดงออกน้อย ไข้ตั้งแต่ 38°C ในวัยนี้ต้องพบแพทย์ทันทีทุกกรณี ห้ามให้ยาลดไข้เองแล้วรอดู
สัญญาณอันตราย: ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอ
- อายุต่ำกว่า 3 เดือน และมีไข้ ≥38°C
- ชัก หรือเกร็งกระตุก แม้จะหยุดเองแล้ว
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนอง หรือร้องเสียงแหลมผิดปกติ
- หายใจเร็ว หอบ ซี่โครงบุ๋ม จมูกบาน หรือริมฝีปากและปลายมือปลายเท้าเขียว
- ผื่นจุดจ้ำสีม่วงแดงที่กดด้วยแก้วใสแล้วไม่จางหาย
- คอแข็ง ก้มคอไม่ได้ กระหม่อมโป่งตึงในทารก
- อาเจียนพุ่งซ้ำ ๆ หรืออาเจียนสีเขียว
- ภาวะขาดน้ำ: ไม่ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไม่มีน้ำตา ตาโหล
- สัญญาณเตือนไข้เลือดออก: ปวดท้องมาก อาเจียนไม่หยุด เลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลด
ควรรู้: ถ้าไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายหรือไม่ ให้ถือว่าเข้าข่าย การไปห้องฉุกเฉินแล้วพบว่าไม่รุนแรง ดีกว่าการรอแล้วพลาด โทร 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แบบไหนพามาคลินิกได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล
เด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปที่มีไข้แต่เมื่อไข้ลดแล้วยังเล่น ยิ้ม ดื่มน้ำหรือนมได้ และไม่มีสัญญาณอันตรายข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่หายเองได้ การมาคลินิกเวชกรรมใกล้บ้านมีข้อดีคือรอไม่นาน ลูกไม่ต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินที่แออัดร่วมกับผู้ป่วยหนัก และแพทย์มีเวลาตรวจและอธิบายมากกว่า
ควรพามาภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อ: ไข้เกิน 2–3 วันไม่มีแนวโน้มลด · ไอมากหรือมีเสียงหวีด · บ่นเจ็บหู เจ็บคอมาก หรือกลืนลำบาก · ปัสสาวะแสบขัดหรือบ่อยผิดปกติ · ถ่ายเหลวมากกว่า 5–6 ครั้งต่อวัน · มีผื่นร่วมกับไข้ · ไข้กลับมาสูงอีกหลังจากลดไปแล้ว 1–2 วัน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน
ที่มงคลดีคลินิกรับ ตรวจรักษาเด็ก ทั่วไป มีบริการพ่นยาสำหรับเด็กที่หอบหรือหลอดลมตีบ และตรวจเลือดพื้นฐานเมื่อจำเป็น เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเมื่อสงสัยไข้เลือดออก หากแพทย์ประเมินแล้วเห็นว่าควรไปโรงพยาบาล จะบอกตรง ๆ พร้อมเหตุผล และเปิดถึง 20:00 น. ในวันธรรมดา จึงพามาหลังเลิกงานได้
ดูแลที่บ้านอย่างไรให้ถูกต้อง
| สิ่งที่ทำ | วิธีที่ถูก |
|---|---|
| ยาลดไข้ | พาราเซตามอล 10–15 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง วัดด้วยหลอดฉีดยาหรือช้อนยา ไม่ใช้ช้อนกินข้าว |
| เช็ดตัว | ใช้น้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์ เช็ดย้อนรูขุมขนบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ พักผ้าไว้ 5–10 นาที ทำหลังให้ยา 30 นาที |
| น้ำและอาหาร | จิบน้ำ นม หรือเกลือแร่บ่อย ๆ ทีละน้อย ไม่ต้องบังคับกินข้าวถ้าไม่อยาก แต่น้ำต้องได้ |
| เสื้อผ้า | ใส่บาง ๆ ระบายความร้อน ไม่ห่มผ้าหนาแม้ลูกจะหนาวสั่น |
| สังเกต | จดเวลาให้ยา อุณหภูมิ และอาการ เพื่อบอกแพทย์ได้ชัดเจน |
ควรรู้: ห้ามใช้แอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะเสี่ยงกลุ่มอาการไรย์ที่อันตรายถึงชีวิต และในช่วงฤดูฝนที่มีไข้เลือดออก ควรเลี่ยงไอบูโพรเฟนจนกว่าแพทย์จะตรวจแล้ว เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
ไข้กี่วันถึงควรมาตรวจ
ไข้จากไวรัสทั่วไปมักไม่เกิน 3 วัน ถ้าวันที่ 3 ยังมีไข้สูงหรือแนวโน้มไม่ดีขึ้น ควรมาตรวจแม้ลูกจะยังดูดี เพราะการติดเชื้อบางอย่างเช่นทางเดินปัสสาวะในเด็กเล็กหรือไข้เลือดออกไม่มีอาการเฉพาะในวันแรก ๆ ไข้เกิน 5 วันต้องได้รับการตรวจเสมอ และไข้ที่หายไปแล้วกลับมาใหม่ก็ควรตรวจ
สำหรับไข้เลือดออก ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังที่สุดคือวันที่ 3–7 ของไข้ โดยเฉพาะตอนไข้เริ่มลด อ่านรายละเอียดที่ อาการไข้เลือดออกและสัญญาณอันตราย และในเด็กเล็กที่ไอมีเสียงหวีด อ่าน RSV ในเด็กเล็ก
เตรียมอะไรมาให้แพทย์
- เวลาที่เริ่มมีไข้ อุณหภูมิสูงสุด และเวลาที่ให้ยาครั้งล่าสุด
- อาการร่วมทั้งหมด แม้ดูเล็กน้อย เช่น ผื่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะน้อย
- ยาที่ให้ไปแล้ว พร้อมขวดหรือรูปฉลาก
- สมุดวัคซีน เพื่อดูว่าลูกได้วัคซีนที่ป้องกันโรคที่สงสัยแล้วหรือยัง
- ประวัติสัมผัสโรค เช่น ที่โรงเรียนมีเด็กป่วยไข้หวัดใหญ่หรือมือเท้าปาก
- น้ำหนักล่าสุดของลูก เพื่อคำนวณขนาดยาให้แม่นยำ
ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า
ไข้ในเด็กจำนวนมากมาจากโรคที่มีวัคซีนป้องกัน ทั้งไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส สุกใส และไข้เลือดออก การให้วัคซีนครบตามวัยลดจำนวนครั้งที่ต้องตื่นมาวัดไข้ตอนตีสองได้จริง อ่าน วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก มีอะไรบ้าง และดู วัคซีนสำหรับเด็ก
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าอายุเกิน 3 เดือน ไม่มีสัญญาณอันตราย และเมื่อไข้ลดแล้วยังเล่นและดื่มน้ำได้ ให้ยาลดไข้ เช็ดตัว และสังเกตที่บ้านได้ พามาคลินิกถ้าไข้ยังอยู่ในวันที่ 3 หรือมีอาการอื่นเพิ่ม
บริการที่เกี่ยวข้อง
วัคซีนที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูล
- Fever in Children: When to Call the Doctor American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org)
- Fever in under 5s: assessment and initial management (NG143) National Institute for Health and Care Excellence (NICE)
- แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เผยแพร่ 20 กันยายน 2569

สุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน
หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติ ให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ ทัก LINE ได้เลย
