ความดันเท่าไหร่เรียกว่าสูง? เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยา
เกณฑ์ความดันโลหิตสูงตามแนวทางไทย วัดอย่างไรให้เชื่อถือได้ ค่าระดับไหนปรับพฤติกรรมก่อนได้ และระดับไหนที่แพทย์เริ่มยาทันที

ความดันโลหิตสูงไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่รู้ตัวจากการวัดตอนไปทำใบรับรองแพทย์หรือตรวจสุขภาพ แล้วเกิดคำถามว่าค่านี้สูงจริงไหม หรือแค่ตื่นเต้น และถ้าสูงจริงต้องกินยาเลยหรือเปล่า คำตอบด้านล่างอิงแนวทางของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ซึ่งดูจากการวัดซ้ำหลายครั้งและความเสี่ยงโดยรวม มากกว่าตัวเลขครั้งเดียว
สรุปก่อนอ่าน
- เกณฑ์วินิจฉัยความดันโลหิตสูงคือ ≥140/90 มม.ปรอท เมื่อวัดที่สถานพยาบาลอย่างถูกวิธีอย่างน้อย 2 ครั้งต่างวันกัน หรือ ≥135/85 เมื่อวัดที่บ้าน
- ค่า 130–139/85–89 เรียกว่า ‘สูงกว่าปกติ’ ยังไม่ต้องใช้ยาแต่ต้องปรับพฤติกรรมและวัดติดตาม
- ความดัน 140–159/90–99 โดยไม่มีความเสี่ยงอื่น ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนได้ · ถ้ามีเบาหวาน โรคไต หรือเคยเป็นโรคหัวใจ มักเริ่มยาทันที
- ความดัน ≥160/100 หรือ ≥180/110 ควรเริ่มยาโดยไม่รอ และค่าที่สูงมากร่วมกับอาการต้องไปห้องฉุกเฉิน
ความดันเท่าไหร่เรียกว่าสูง
| ระดับ | ตัวบน (ซิสโตลิก) | ตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) | ควรทำอะไร |
|---|---|---|---|
| เหมาะสม | <120 | และ <80 | วัดซ้ำทุก 1–2 ปี |
| ปกติ | 120–129 | และ/หรือ 80–84 | วัดซ้ำทุกปี |
| สูงกว่าปกติ | 130–139 | และ/หรือ 85–89 | ปรับพฤติกรรม วัดที่บ้าน ติดตามใน 3–6 เดือน |
| ความดันสูงระดับ 1 | 140–159 | และ/หรือ 90–99 | ประเมินความเสี่ยง ปรับพฤติกรรม อาจเริ่มยา |
| ความดันสูงระดับ 2 | 160–179 | และ/หรือ 100–109 | เริ่มยาร่วมกับปรับพฤติกรรม |
| ความดันสูงระดับ 3 | ≥180 | และ/หรือ ≥110 | เริ่มยาทันที ถ้ามีอาการให้ไปห้องฉุกเฉิน |
ค่าที่วัดที่บ้านมักต่ำกว่าที่คลินิกเล็กน้อย เกณฑ์ที่บ้านจึงอยู่ที่ 135/85 ค่าที่คลินิกสูงแต่ที่บ้านปกติเรียกว่า ‘ความดันสูงเฉพาะเมื่อพบแพทย์’ (white-coat) ซึ่งพบบ่อยและยังไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องติดตามเพราะส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นความดันสูงจริงในภายหลัง
วัดอย่างไรให้เชื่อถือได้
- นั่งพัก 5 นาทีก่อนวัด ไม่ดื่มกาแฟ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกายภายใน 30 นาทีก่อนวัด และปัสสาวะให้เรียบร้อย
- นั่งพิงพนัก เท้าวางราบ แขนวางบนโต๊ะให้ผ้าพันอยู่ระดับหัวใจ ไม่พูดคุยระหว่างวัด
- วัด 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที ใช้ค่าเฉลี่ย ถ้าต่างกันมากให้วัดครั้งที่สาม
- วัดที่บ้านเช้าและเย็น วันละ 2 ช่วง ติดต่อกัน 7 วัน ก่อนพบแพทย์ แล้วตัดวันแรกทิ้ง นำค่าเฉลี่ยมาให้แพทย์ดู
- ใช้เครื่องวัดต้นแขนแบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง เครื่องวัดข้อมือคลาดเคลื่อนง่ายกว่า
ควรรู้: ค่าเดียวจากการวัดตอนกำลังเครียด ปวด หรือนอนไม่พอ ไม่ใช่การวินิจฉัย ถ้าวัดได้สูงครั้งแรก ให้วัดซ้ำที่บ้านตามวิธีข้างต้นแล้วนำมาให้แพทย์ประเมิน
เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยา
การตัดสินใจไม่ได้ดูจากตัวเลขความดันอย่างเดียว แต่ดูร่วมกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม ได้แก่ อายุ เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ โรคไต และร่องรอยที่อวัยวะเริ่มเสียหายแล้ว เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือหัวใจห้องล่างซ้ายโต
ถ้าความดันอยู่ระดับ 1 (140–159/90–99) และไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้ แนวทางให้ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง 3–6 เดือนก่อน แล้ววัดใหม่ ถ้ายังไม่ลงจึงเริ่มยา แต่ถ้ามีเบาหวาน โรคไต เคยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง หรือมีความเสี่ยงสูง แพทย์มักเริ่มยาตั้งแต่แรกร่วมกับปรับพฤติกรรม เพราะรอไม่คุ้ม
ความดันระดับ 2 ขึ้นไป (≥160/100) เริ่มยาโดยไม่รอผลของการปรับพฤติกรรม เพราะโอกาสที่พฤติกรรมอย่างเดียวจะดึงลงถึงเป้าต่ำ และความเสี่ยงระหว่างรอสูง
เป้าหมายเมื่อรักษาแล้ว
เป้าหมายทั่วไปคือต่ำกว่า 140/90 และถ้าทนได้ดีแนวทางปัจจุบันแนะนำให้ลงไปที่ต่ำกว่า 130/80 โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี เป็นเบาหวาน หรือโรคไต ส่วนผู้สูงอายุมากหรือผู้ที่มีอาการหน้ามืดเมื่อความดันต่ำ แพทย์อาจตั้งเป้าผ่อนกว่านั้น การตั้งเป้าเป็นเรื่องที่คุยกับแพทย์เป็นรายบุคคล
ปรับพฤติกรรมอะไรได้ผลจริง
| สิ่งที่ทำ | ลดตัวบนได้ประมาณ |
|---|---|
| ลดน้ำหนัก (ทุก 1 กก. ที่ลดได้) | 1 มม.ปรอท |
| กินแบบ DASH: ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด นมไขมันต่ำ ลดเนื้อแดงและของหวาน | 8–14 มม.ปรอท |
| ลดเกลือให้ต่ำกว่า 2,000 มก.โซเดียม/วัน (เกลือราว 1 ช้อนชา รวมที่ซ่อนในอาหาร) | 5–6 มม.ปรอท |
| ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 150 นาที/สัปดาห์ | 4–9 มม.ปรอท |
| จำกัดแอลกอฮอล์ | 2–4 มม.ปรอท |
แหล่งโซเดียมหลักของคนไทยไม่ใช่เกลือที่เติมเอง แต่เป็นน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และน้ำจิ้ม การลดสิ่งเหล่านี้ลงครึ่งหนึ่งเห็นผลชัดกว่าการเลิกเติมเกลือ
สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน ไม่รอนัด
- ความดัน ≥180/120 ร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย ตามัว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือสับสน
- ความดันสูงมากในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะร่วมกับบวม ปวดศีรษะ หรือตาพร่า
ควรรู้: ความดัน ≥180/120 โดยไม่มีอาการ ไม่ต้องไปห้องฉุกเฉินแต่ควรพบแพทย์ภายใน 1–2 วัน ห้ามซื้อยาลดความดันมากินเองเพื่อดึงลงเร็ว ๆ เพราะการลดเร็วเกินไปอันตรายพอกัน
ดูแลความดันที่คลินิก
ที่มงคลดีคลินิกให้บริการวินิจฉัย เริ่มยา และติดตามความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง แพทย์ทบทวนบันทึกความดันที่บ้าน ตรวจเลือดประเมินไตและไขมันตามกำหนด และปรับยาให้เหมาะกับแต่ละคน ดูรายละเอียดที่ บริการดูแลโรคเรื้อรัง ผู้ที่รักษาที่อื่นอยู่และต้องการย้ายมารับยาใกล้บ้าน อ่าน ย้ายมารับยาเบาหวาน–ความดันต่อที่คลินิกได้ไหม และเพราะความดันมักมาพร้อมไขมัน อ่านต่อ ไขมันในเลือด LDL HDL ค่าปกติเท่าไหร่
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าวัดได้ระดับนี้ซ้ำ ๆ ถือว่าเข้าเกณฑ์ความดันสูงระดับ 1 หากไม่มีเบาหวาน โรคไต หรือความเสี่ยงสูง แพทย์มักให้ปรับพฤติกรรมและวัดที่บ้าน 3–6 เดือนก่อน ถ้ามีความเสี่ยงร่วม อาจเริ่มยาเลย
บริการที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย
- 2023 ESH Guidelines for the management of arterial hypertension European Society of Hypertension
- Hypertension World Health Organization
เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เผยแพร่ 20 กันยายน 2569

สุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน
หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติ ให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ ทัก LINE ได้เลย
