ความดันเท่าไหร่เรียกว่าสูง? เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยา

เกณฑ์ความดันโลหิตสูงตามแนวทางไทย วัดอย่างไรให้เชื่อถือได้ ค่าระดับไหนปรับพฤติกรรมก่อนได้ และระดับไหนที่แพทย์เริ่มยาทันที

อ่านประมาณ 7 นาทีปรับปรุง 20 กันยายน 2569
เครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว

ความดันโลหิตสูงไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่รู้ตัวจากการวัดตอนไปทำใบรับรองแพทย์หรือตรวจสุขภาพ แล้วเกิดคำถามว่าค่านี้สูงจริงไหม หรือแค่ตื่นเต้น และถ้าสูงจริงต้องกินยาเลยหรือเปล่า คำตอบด้านล่างอิงแนวทางของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ซึ่งดูจากการวัดซ้ำหลายครั้งและความเสี่ยงโดยรวม มากกว่าตัวเลขครั้งเดียว

สรุปก่อนอ่าน

  • เกณฑ์วินิจฉัยความดันโลหิตสูงคือ ≥140/90 มม.ปรอท เมื่อวัดที่สถานพยาบาลอย่างถูกวิธีอย่างน้อย 2 ครั้งต่างวันกัน หรือ ≥135/85 เมื่อวัดที่บ้าน
  • ค่า 130–139/85–89 เรียกว่า ‘สูงกว่าปกติ’ ยังไม่ต้องใช้ยาแต่ต้องปรับพฤติกรรมและวัดติดตาม
  • ความดัน 140–159/90–99 โดยไม่มีความเสี่ยงอื่น ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนได้ · ถ้ามีเบาหวาน โรคไต หรือเคยเป็นโรคหัวใจ มักเริ่มยาทันที
  • ความดัน ≥160/100 หรือ ≥180/110 ควรเริ่มยาโดยไม่รอ และค่าที่สูงมากร่วมกับอาการต้องไปห้องฉุกเฉิน

ความดันเท่าไหร่เรียกว่าสูง

หน่วย มม.ปรอท ตามแนวทางสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (วัดที่สถานพยาบาล)
ระดับตัวบน (ซิสโตลิก)ตัวล่าง (ไดแอสโตลิก)ควรทำอะไร
เหมาะสม<120และ <80วัดซ้ำทุก 1–2 ปี
ปกติ120–129และ/หรือ 80–84วัดซ้ำทุกปี
สูงกว่าปกติ130–139และ/หรือ 85–89ปรับพฤติกรรม วัดที่บ้าน ติดตามใน 3–6 เดือน
ความดันสูงระดับ 1140–159และ/หรือ 90–99ประเมินความเสี่ยง ปรับพฤติกรรม อาจเริ่มยา
ความดันสูงระดับ 2160–179และ/หรือ 100–109เริ่มยาร่วมกับปรับพฤติกรรม
ความดันสูงระดับ 3≥180และ/หรือ ≥110เริ่มยาทันที ถ้ามีอาการให้ไปห้องฉุกเฉิน

ค่าที่วัดที่บ้านมักต่ำกว่าที่คลินิกเล็กน้อย เกณฑ์ที่บ้านจึงอยู่ที่ 135/85 ค่าที่คลินิกสูงแต่ที่บ้านปกติเรียกว่า ‘ความดันสูงเฉพาะเมื่อพบแพทย์’ (white-coat) ซึ่งพบบ่อยและยังไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องติดตามเพราะส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นความดันสูงจริงในภายหลัง

วัดอย่างไรให้เชื่อถือได้

  • นั่งพัก 5 นาทีก่อนวัด ไม่ดื่มกาแฟ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกายภายใน 30 นาทีก่อนวัด และปัสสาวะให้เรียบร้อย
  • นั่งพิงพนัก เท้าวางราบ แขนวางบนโต๊ะให้ผ้าพันอยู่ระดับหัวใจ ไม่พูดคุยระหว่างวัด
  • วัด 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที ใช้ค่าเฉลี่ย ถ้าต่างกันมากให้วัดครั้งที่สาม
  • วัดที่บ้านเช้าและเย็น วันละ 2 ช่วง ติดต่อกัน 7 วัน ก่อนพบแพทย์ แล้วตัดวันแรกทิ้ง นำค่าเฉลี่ยมาให้แพทย์ดู
  • ใช้เครื่องวัดต้นแขนแบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง เครื่องวัดข้อมือคลาดเคลื่อนง่ายกว่า

ควรรู้: ค่าเดียวจากการวัดตอนกำลังเครียด ปวด หรือนอนไม่พอ ไม่ใช่การวินิจฉัย ถ้าวัดได้สูงครั้งแรก ให้วัดซ้ำที่บ้านตามวิธีข้างต้นแล้วนำมาให้แพทย์ประเมิน

เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยา

การตัดสินใจไม่ได้ดูจากตัวเลขความดันอย่างเดียว แต่ดูร่วมกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม ได้แก่ อายุ เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ โรคไต และร่องรอยที่อวัยวะเริ่มเสียหายแล้ว เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือหัวใจห้องล่างซ้ายโต

ถ้าความดันอยู่ระดับ 1 (140–159/90–99) และไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้ แนวทางให้ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง 3–6 เดือนก่อน แล้ววัดใหม่ ถ้ายังไม่ลงจึงเริ่มยา แต่ถ้ามีเบาหวาน โรคไต เคยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง หรือมีความเสี่ยงสูง แพทย์มักเริ่มยาตั้งแต่แรกร่วมกับปรับพฤติกรรม เพราะรอไม่คุ้ม

ความดันระดับ 2 ขึ้นไป (≥160/100) เริ่มยาโดยไม่รอผลของการปรับพฤติกรรม เพราะโอกาสที่พฤติกรรมอย่างเดียวจะดึงลงถึงเป้าต่ำ และความเสี่ยงระหว่างรอสูง

เป้าหมายเมื่อรักษาแล้ว

เป้าหมายทั่วไปคือต่ำกว่า 140/90 และถ้าทนได้ดีแนวทางปัจจุบันแนะนำให้ลงไปที่ต่ำกว่า 130/80 โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี เป็นเบาหวาน หรือโรคไต ส่วนผู้สูงอายุมากหรือผู้ที่มีอาการหน้ามืดเมื่อความดันต่ำ แพทย์อาจตั้งเป้าผ่อนกว่านั้น การตั้งเป้าเป็นเรื่องที่คุยกับแพทย์เป็นรายบุคคล

ปรับพฤติกรรมอะไรได้ผลจริง

สิ่งที่ทำลดตัวบนได้ประมาณ
ลดน้ำหนัก (ทุก 1 กก. ที่ลดได้)1 มม.ปรอท
กินแบบ DASH: ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด นมไขมันต่ำ ลดเนื้อแดงและของหวาน8–14 มม.ปรอท
ลดเกลือให้ต่ำกว่า 2,000 มก.โซเดียม/วัน (เกลือราว 1 ช้อนชา รวมที่ซ่อนในอาหาร)5–6 มม.ปรอท
ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 150 นาที/สัปดาห์4–9 มม.ปรอท
จำกัดแอลกอฮอล์2–4 มม.ปรอท

แหล่งโซเดียมหลักของคนไทยไม่ใช่เกลือที่เติมเอง แต่เป็นน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และน้ำจิ้ม การลดสิ่งเหล่านี้ลงครึ่งหนึ่งเห็นผลชัดกว่าการเลิกเติมเกลือ

สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน ไม่รอนัด

  • ความดัน ≥180/120 ร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย ตามัว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือสับสน
  • ความดันสูงมากในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะร่วมกับบวม ปวดศีรษะ หรือตาพร่า

ควรรู้: ความดัน ≥180/120 โดยไม่มีอาการ ไม่ต้องไปห้องฉุกเฉินแต่ควรพบแพทย์ภายใน 1–2 วัน ห้ามซื้อยาลดความดันมากินเองเพื่อดึงลงเร็ว ๆ เพราะการลดเร็วเกินไปอันตรายพอกัน

ดูแลความดันที่คลินิก

ที่มงคลดีคลินิกให้บริการวินิจฉัย เริ่มยา และติดตามความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง แพทย์ทบทวนบันทึกความดันที่บ้าน ตรวจเลือดประเมินไตและไขมันตามกำหนด และปรับยาให้เหมาะกับแต่ละคน ดูรายละเอียดที่ บริการดูแลโรคเรื้อรัง ผู้ที่รักษาที่อื่นอยู่และต้องการย้ายมารับยาใกล้บ้าน อ่าน ย้ายมารับยาเบาหวาน–ความดันต่อที่คลินิกได้ไหม และเพราะความดันมักมาพร้อมไขมัน อ่านต่อ ไขมันในเลือด LDL HDL ค่าปกติเท่าไหร่

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าวัดได้ระดับนี้ซ้ำ ๆ ถือว่าเข้าเกณฑ์ความดันสูงระดับ 1 หากไม่มีเบาหวาน โรคไต หรือความเสี่ยงสูง แพทย์มักให้ปรับพฤติกรรมและวัดที่บ้าน 3–6 เดือนก่อน ถ้ามีความเสี่ยงร่วม อาจเริ่มยาเลย

บริการที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูล

  1. แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย
  2. 2023 ESH Guidelines for the management of arterial hypertension European Society of Hypertension
  3. Hypertension World Health Organization

เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เผยแพร่ 20 กันยายน 2569

สุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน

หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติ ให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ ทัก LINE ได้เลย